ไวรัสโควิด-19 คืออะไร

ไวรัสโควิด-19 คืออะไร

โควิด-19 คืออะไร ไวรัสโคโรนา (Coronavirus) เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่”

และในภายหลังถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” (COVID-19) นั่นเอง ดังนั้น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และไวรัสโควิด-19 จึงหมายถึงไวรัสชนิดเดียวกัน

ไวรัสโควิด-19 COVID คืออะไร

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19 มาจากไหน ?

ไวรัสโควิด-19 คืออะไร แรกเริ่มเดิมทีถูกค้นพบจากสัตว์ก่อน โดยเป็นสัตว์ทะเลที่มีการติดเชื้อไวรัสนี้แล้วคนที่อยู่ใกล้ คลุกคลีกับสัตว์เหล่านี้ก็ติดเชื้อไวรัสมาอีกที โดยเริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยมีข้อสงสัยว่ามาจากตลาดที่ค้าขายสัตว์ทะเล และสัตว์หายากเหล่านี้

อาการเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19

ไวรัสโควิด-19 คืออะไร อาการไวรัสโควิด-19 ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองมี 5 อาการหลัก ๆ ด้วยกัน ดังนี้

      1. มีไข้
      2. เจ็บคอ
      3. ไอแห้ง ๆ
      4. น้ำมูกไหล
      5. หายใจเหนื่อยหอบ

ทางด้านแพทย์อาจจะตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยการเอกซ์เรย์ปอด แล้วพบว่าปอดบวมอักเสบร่วมด้วย หากมีอาการหนักมาก ๆ (พบว่าติดเชื้อในระยะหลัง ๆ แล้ว) อาจอันตรายถึงอวัยวะภายในต่าง ๆ ล้มเหลว

อันตรายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19

แม้ว่าอาการโดยทั่วไปจะดูเหมือนเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่ที่กลัวกันทั่วโลกเป็นเพราะเชื้อไวรัสนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวไหนที่สามารถรักษาให้หายได้โดยตรง การรักษาเป็นไปแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น

Covid-19 แพร่เชื้อ อย่างไร?

โควิด-19

ไวรัส Corona แต่ละตัวมีการแพร่เชื้อที่แตกต่างกันไป โดยทั้ง SARS และ MERS ต้องให้ผู้ป่วยมีอาการไอ และ มีไข้แล้ว จึงเริ่มแพร่เชื้อกระจายทาง “ละอองฝอย” เป็นหลัก หมายความว่า เราสามารถคัดกรอง ป้องกันการแพร่กระจายได้ แค่สังเกตจากอาการไอได้

แต่ในกรณีของ Covid19 จะเริ่มแพร่เชื้อตั้งแต่เริ่มมีไข้เลย แม้ยังไม่ไอ ทำให้คัดกรองยากขึ้น แถมผู้รับเชื้อบางคนก็ยังไม่มีไข้ เลยยิ่งไม่รู้ตัวเองว่าติดเชื้อแล้ว(“ละอองฝอย” จะมีระยะแพร่กระจายประมาณ 1-2 เมตร ดังนั้น Social Distancing จึงเป็นวิธีที่ป้องกันได้ดีสุด)

Covid-19 ต้องอาศัยในละอองฝอยสารคัดหลั่งเท่านั้น อยู่ในอากาศภายนอกได้นานถึง 3 ชั่วโมง เวลาจามหรือไอแล้ว น้ำมูก หรือ เมือก จะตกลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว

หากอยู่ในสถานที่อับๆ คนเยอะๆ อย่าง สนามมวย โบสถ์ สุเหร่า บาร์ สถานที่บริการต่างๆ หากผู้ป่วยไอหรือจาม “ละอองฝอย” ที่มีเชื้อจะตกติด ตาม โต๊ะ เก้าอี้ ราวบันได จาน ชาม ช่อน ซ่อม บางครั้ง เราอาจเอามือไปป้ายติดมาโดยไม่รู้ตัว ครั้นพอ ปาดเหงื่อ ป้ายหน้าตัวเอง อาจทำให้ติดเชื้อได้ สถานที่เหล่านั้น จึงมีโอกาสกลายเป็น “Super Spreader” ได้

ที่น่ากลัวสุด คือ ละอองเชื้อ Covid-19 สามารถอยู่บนวัสดุที่ แข็ง เรียบ สะท้อนแสงได้ เช่น ลูกบิดประตู ราวจับรถเมล์ หน้าจอโทรศัพท์ ได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง จึงควรพยายามหลีกเลี่ยง หรือ ทำความสะอาดวัตถุเหล่านั้นบ่อยครั้ง เวลาออกไปข้างนอก ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ให้ระวังอย่าเอามือเข้าปาก จับจมูก จับใบหน้าตัวเอง ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง (Covid-19 จะอยู่ในวัสดุที่พรุน(Porous Material) เช่น กล่องกระดาษ ถุงผ้า ได้นานถึง 3 ชั่วโมง)

วิธีป้องกันตัวเองจาก Covid-19

เจลแอลกอฮอล์

ล้างมือด้วยสบู่

 

 

หลายๆคน ทราบกันดียู่แล้ว ว่าวิธีการป้องกันอันตรายจาก Covid-19 ต้องทำอย่างไร เราก็เอามาย้ำเตือนให้ตระหนักกันอีกครั้ง ดังนี้

  • ล้างมือด้วยสบู่ หรือ แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ
  • Social Distancing พยายามเว้นระยะอย่างน้อย 1.5 เมตร จากผู้คนรอบข้าง
  • หลีกเลี่ยง เอามือ ปาดเหงื่อ ขยี้ตา จับจมูก หรือ เข้าปาก(ต้องล้างมือก่อนเสมอ)
  • จามหรือไอใส่แขนพับตัวเอง หรือ ใส่กระดาษเช็ดปาก
  • ไอแล้ว ห้ามเอามือเช็ดไปทั่ว
  • พยายามอยู่บ้าน ลดโอกาสในการติดเชื้อ
  • พยายามหลีกเลี่ยงบริเวณ Hot Spot ที่มีประวัติผู้ติดเชื้อ

ได้อะไรบ้างจาก COVID-19 ?

การแพร่ระบาดของ COVID-19 (โควิด-19) ทำให้ผู้คนเกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก มีการปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สนามบินเงียบเหงา สถานที่ท่องเที่ยวแทบร้างผู้คน หลายธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จนต้องลดพนักงาน เลิกจ้าง หรือปิดตัวเองลง ผู้คนไม่จำเป็นก็ไม่ออกนอกบ้าน ไม่กล้าอยู่ในที่คนพลุกพล่าน และคอยติดตามข่าวสารเพื่ออัพเดทการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้

ซึ่งข้อมูลที่ได้รับนั้นก็มีทั้งจริงและปลอมปะปนกัน หรือบางข้อมูลที่เราเคยยึดถือเป็นแนวทางในการป้องกันการติดเชื้อ ก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ขึ้น เช่นการใช้ช้อนกลางตักอาหารก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากการสัมผัสช้อนร่วมกันได้ ต้องเปลี่ยนมากินร้อน ช้อนใครช้อนมัน และหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

หากเรามองในแง่ดี การระบาดในวงกว้างของ COVID-19 ก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ มากขึ้น รวมถึงในภาครัฐ และภาคธุรกิจ ก็ตระหนักถึงการต้องปรับเปลี่ยน และปรับตัว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ ในอนาคตมากขึ้นด้วย เช่น

ประเทศไต้หวันที่แม้จะอยู่ใกล้กับประเทศจีน มีพลเมืองหลายล้านคนทำงานในจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวจากจีนก็เดินทางมาไต้หวันเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะพบผู้ป่วย COVID-19 สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับกลายเป็นว่า ไต้หวันมีการแพร่ระบาดน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก นั่นเพราะตั้งแต่เมื่อครั้งมีการระบาดของโรคซาร์ส รัฐบาลไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์สุขภาพแห่งชาติ (NHCC) ขึ้น

เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์จัดการภัยพิบัติที่มุ่งเน้นการตอบสนองในเชิงรุกต่อการเกิดโรคระบาดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ โดยใช้ฐานข้อมูลประกันสุขภาพของประเทศ รวมเข้ากับฐานข้อมูลการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เพื่อสร้าง Big Data ในการวิเคราะห์ แจ้งเตือน และป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไต้หวันจึงรับมือกับการระบาดของ COVID-19 ได้อย่างรวดเร็ว

COVID-19 แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงถึงขั้นที่เป็นแล้วเสียชีวิตทุกคนก็ตาม แต่ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความหวาดระแวงไปทั่ว หลายอย่างชะลอตัว ไปจนถึงขั้นหยุดชะงัก แต่ในทางกลับกันก็กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นทางเลือกสู่ทางรอดมากขึ้น เช่น

  • หน้ากากอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานจะถูกปฏิเสธจากผู้บริโภคมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีความรู้ในเลือกซื้อและเลือกใช้ดีขึ้น
  • บริษัทผลิตชุดบุคลากรทางการแพทย์ เริ่มหันมาทำหน้ากากผ้าแบบซักได้เพื่อใช้แทนหน้ากากอนามัย โดยผลิตจากเส้นใยผ้าต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและฝุ่น PM2.5 สามารถซักแล้วใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ป้องกันเชื้อไวรัสได้ด้วย
  • ก๊อกน้ำ หรือลูกบิดประตู จะถูกคิดเพื่อลดการสัมผัสให้มากที่สุด เช่นเป็นแบบโยกเปิดปิดที่สามาถใช้ข้อศอกหรือวัสดุอื่นในการสัมผัสแทนมือได้ หรือทำเป็นระบบอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติมากขึ้น
  • ระบบชำระเงินออนไลน์จะเป็นตัวเลือกในการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเองก็เริ่มกังวลในการสัมผัสธนบัตร หรือเงินเหรียญ ซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย
  • ประกันภัยต่างๆ ที่ออกมาจะทันต่อสถานการณ์มากขึ้น และซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินทางเพื่อออกไปซื้อ
  • บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติจะถูกใช้เป็นทางเลือกในการใช้แล้วทิ้งมากขึ้น ทั้งช่องทางเดลิเวอรี่ และการสั่งอาหารจากร้านค้า เพื่อลดการปนเปื้อนจากการสัมผัสภาชนะที่ลูกค้านำมาเอง และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง
  • วัตถุดิบบางอย่างอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ต้องนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบจากแหล่งที่หลากหลายได้มากขึ้น

แน่นอนว่า Covid-19 ไม่ได้รุนแรงมาก ดังนั้นมันคงอยู่กับเราอีกพอควร และมันจ้องทำร้ายแต่คนแก่ หรือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ 

นอกจากนี้ อันตรายที่ทำให้เสี่ยงถึงชีวิต จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิต้านทานโรคของเราไม่แข็งแรง หรือเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายการทำงานของปอดได้ จนทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายลุกลามมากขึ้น รวดเร็วขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูล

ศูนย์ข้อมูลการวิจัย Digital “วช.”

https://www.scb.co.th

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *