การปฐมพยาบาลผู้ที่หัวแตก

การปฐมพยาบาลผู้ที่หัวแตก

การปฐมพยาบาลผู้ที่หัวแตก ส่วนที่อันตรายที่สุดคืออาการบาดเจ็บที่สมอง เกิดเป็นภาวะเลือดคั่งในสมอง รวมถึงการมีบาดแผลที่แตกเปิดออก ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลและสมองได้ หากไม่รีบรักษาอย่างถูกวิธี อาจพิการหรือเสียชีวิตได้

ความรุนแรงของกะโหลกศีรษะแตกในแบบต่างๆ

ลักษณะของกระโหลกศีรษะแตกนั้น แบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ตามลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • กะโหลกศีรษะแตกร้าวเป็นแนว (Linear Skull Fractures) คือลักษณะการแตกของศีรษะซึ่งพบได้บ่อยที่สุด คือจะเป็นเพียงรอยแตกร้าว  และสามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ในเวลาไม่กี่วัน
  • กะโหลกศีรษะแตกยุบ (Depressed Skull Fractures) การแตกของกะโหลกศีรษะที่อาจไม่ก่อให้เกิดบาดแผลภายนอก แต่ถือว่าค่อนข้างรุนแรง เพราะการแตกชนิดนี้จะทำให้เศษกระดูกที่แตกหักนั้นไปโดนสมองจนเกิดการกระทบกระเทือนได้
  • กะโหลกศีรษะแตกร้าวบริเวณฐาน (Basilar Skull Fracture) การแตกของกะโหลกศีรษะชนิดนี้รุนแรงมากที่สุด เพราะเป็นการแตกที่ทำให้เกิดรอยฟกช้ำบริเวณศีรษะหรือบริเวณดวงตา บางครั้งอาจทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มสมอง และมีเลือดไหลออกมาตามจมูกและปากได้
  • กะโหลกศีรษะแตกร้าวบริเวณรอยประสานของกระโหลกศีรษะ (Diastatic Skull Fractures) มักพบในเด็กทารกและเด็กเล็ก บริเวณที่ศีรษะแตกจะอยู่ตรงรอยประสานของกระโหลกศีรษะ ทำให้รอยประสานมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่หัวแตก

 

ปฐมพยาบาลหัวแตก

 

การปฐมพยาบาลผู้ที่หัวแตก เมื่อพบผู้ประสบอุบัติเหตุศีรษะแตก เป็นแผลหัวแตก ควรรีบเข้าไปให้การปฐมพยาบาล เพราะหากทิ้งไว้อาจยิ่งทำให้อาการแย่ลง โดยผู้ที่เข้าช่วยเหลือควรปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจการหายใจ ดูว่าผู้ป่วยยังมีสติ และหายใจอยู่หรือไม่ หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่หายใจควรทำการกู้ชีวิต
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหากไม่จำเป็น หากต้องทำการเคลื่อนย้าย ควรระมัดระวังบริเวณศีรษะและคอให้มากที่สุด โดยการสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปประคองศีรษะทางด้านหลังซ้ายขวาของศีรษะ และมือสองข้างประคองด้านหลังของฐานคอ หากมีแผ่นไม้เรียบให้สอดแผ่นไม้รองบริเวณลำตัวและศีรษะของผู้ป่วย พยายามอย่าให้ศีรษะและคอของผู้ป่วยขยับเขยื้อน
  • ห้ามนำสิ่งแปลกปลอมออกจากแผล เพราะอาจจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด
  • ห้ามให้ยาทุกชนิดกับผู้ป่วยที่ศีรษะแตกจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือหน่วยกู้ภัย
  • หากผู้ป่วยมีสติและบาดแผลไม่รุนแรง ควรรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด
  • ตรวจดูบริเวณบาดแผล แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งแปลกปลอมเพื่อตรวจบริเวณแผล เพราะอาจทำให้แพทย์วินิจฉัยอาการได้ยากขึ้น
  • หากมีเลือดไหลออกมาจากแผล ควรหาผ้าสะอาดปิดบริเวณแผลเพื่อควบคุมการไหลของเลือด หากเลือดยังไหลออกมาไม่หยุด ควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลแล้วทำการกดเพื่อหยุดเลือด
  • หากผู้ป่วยมีอาการอาเจียน ให้ผู้ช่วยเหลือพยุงศีรษะและคอของผู้ป่วยเพื่อไม่ให้ศีรษะและลำคอของผู้ป่วยขยับเขยื้อน จากนั้นพลิกตัวผู้ป่วยไปด้านข้าง วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยสำลักอาเจียนของตัวเองได้

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยเป็นแผลหัวแตก

สิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยเป็นแผลหัวแตก มีดังนี้

เคลื่อนย้ายผู้ป่วย

 

  • ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้บาดเจ็บที่กระดูกสันหลังได้
  • ห้ามนำสิ่งแปลกปลอมออกจากบาดแผล เพราะจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรืออาจเผลอหยิบเศษกระโหลกศีรษะออกมาได้
  • ห้ามขยับเขยื้อนร่างกาย เพราะจะทำให้อาการยิ่งเลวร้ายลง
  • ห้ามอยู่ห่างจากผู้ป่วย ควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะถึงมือแพทย์
  • ห้ามผู้ป่วยที่มีอาการศีรษะแตกใช้ยาทุกชนิดจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์

วิธีการห้ามเลือดสำหรับผู้ป่วยหัวแตก

รอยแผลหัวแตกมักมีเลือดไหลมาก เนื่องจากเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงผิวชั้นนอก การห้ามเลือดเบื้องต้นทำได้ดังนี้

  • ให้ทำการล้างมือให้สะอาดหรือสวมถุงมือกันเชื้อโรคทุกครั้ง ก่อนเข้าห้ามเลือด
  • ให้ผู้ป่วยนอนลง ใช้ผ้าพันแผล หรือผ้าสะอาดกดแผลไว้ให้แน่น 15 นาที เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง หรืออาจจะมีไหลซึมอยู่บ้าง
  • หากเลือดยังไหลไม่หยุดจนผ้าชุ่มเลือด ให้เปลี่ยนผ้าสะอาดผืนใหม่แล้วทำการกดแผลต่อ ไปเรื่อยๆ จนกว่าหน่วยพยาบาลจะมาช่วยเหลือ
  • หากพบการแตกร้าวของกะโหลก เช่น เห็นเศษกะโหลกออกมาหรือเห็นเนื้อสมองในแผล ให้ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลหรือผ้าที่สะอาดรอบๆแผล ห้ามออกแรงกดที่แผลโดยตรง เนื่องจากกะโหลกที่แตกอาจจะไปกดเนื้อสมอง รอจนกว่าหน่วยพยาบาลจะมาช่วยเหลือ

การรักษาอาการหัวแตก

ทำแผลหัวแตก

กระโหลกศีรษะแตก หากเป็นการแตกชนิดรอยร้าวกระโหลกศีรษะ จะสามารถสมานตัวได้เองและหายได้ในเวลาหลายเดือน ส่วนบาดแผลภายนอก หรืออาการเจ็บปวดก็จะค่อย ๆ หายไปภายในเวลา 5-10 วัน ขณะที่ผู้ป่วยซึ่งมีกะโหลกศีรษะแตกแบบแผลเปิด แพทย์อาจต้องสั่งยาปฏิชีวนะร่วมด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระหว่างที่แผลยังไม่หายดี

ส่วนผู้ป่วยที่ศีรษะแตกในลักษณะยุบอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมกระโหลกศีรษะ และป้องกันความเสียหายของสมอง หรือหากแผลไม่รุนแรงแต่มีอาการบาดเจ็บที่สมองเกิดขึ้น แพทย์ก็จะรักษาด้วยการผ่าตัดเช่นกัน และจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการภายในห้องไอซียู (ICU) จนกว่าแพทย์จะเห็นว่าอาการเข้าสู่ภาวะปลอดภัย

ทั้งนี้ ในการผ่าตัดแพทย์จะใช้ยาสลบเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ จากนั้นจะค่อย ๆ นำเศษของกะโหลกศีรษะที่แตกหักออกมา และใส่กลับไปยังบริเวณเดิม แล้วใช้ลวดเล็กยึดชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะไว้ด้วยกัน เพื่อรอให้ร่างกายซ่อมแซมเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาสักระยะหนึ่ง

หลังจากแพทย์เฝ้าระวังจนมั่นใจว่าผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นแล้วแพทย์อาจย้ายผู้ป่วยไปพักในห้องพักฟื้น และหากอาการของผู้ป่วยดีขึ้นจนเป็นที่น่าพึงพอใจ แพทย์ก็อาจให้ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้

การป้องกันอาการหัวแตก

หัวแตกเป็นอาการที่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมอุปกรณ์ป้องกันศีรษะในบางกรณี เช่น ใส่หมวกกันน็อกเมื่อขับขี่หรือซ้อนรถจักรยานยนต์ หรือเมื่อต้องทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ และควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับขี่อย่างประมาท หรือการดื่มแล้วขับ เป็นต้น

นอกจากนี้ เด็กอาจมีโอกาสหัวแตกได้ง่าย ดังนั้น ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการวางเด็กทิ้งไว้บนเตียง หรือโต๊ะตามลำพัง เพราะเด็กอาจเคลื่อนที่หรือกลิ้งตกจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ปกครองควรใช้ที่กั้นบริเวณบันไดเพื่อป้องกันเด็กเล็กปีนขึ้นไปเล่นบนบันได ซึ่งอาจตกลงมาจนเกิดอุบัติเหตุได้

เมื่อพบคนที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ เช่น หกล้ม ตกจากที่สูง ตกรถ รถชน ฯลฯ ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน ถึงแม้ว่าจะไม่มีบาดแผลให้เห็นหรือรู้สึกสบายดีตั้งแต่แรก ก็จงอย่าได้ประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด

เมื่อพบคนที่ได้รับบาดเจ็บทางศีรษะ ควรปฏิบัติดังนี้

ท่านควรจะดูว่า ภายใน 48 ชั่วโมง (2 วัน) หลังได้รับบาดเจ็บ คนที่ได้รับบาดเจ็บนั้นมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ?

  • ปวดศีรษะมาก อาเจียนพุ่งแรง
  • เพ้อ คลั่ง เอะอะ พูดจาเพ้อเจ้อ
  • ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว
  • แขนขาชักกระตุก หรืออ่อนแรง
  • ตามัว ตาพร่า มองเห็นภาพซ้อนกัน
  • ปากเบี้ยว
  • รูม่านตาขยายโต ข้างหนึ่งโตกว่าอีกข้างหนึ่ง
  • คอแข็ง

ถ้าพบว่ามีอาการเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด ก็แสดงว่ามีความผิดปกติร้ายแรงเกิดขึ้นในสมอง ควรต้องพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน

ทั้งนี้การเรียนรู้วิธี การปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ทำให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ หากท่านต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้จากการอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *