การทำ CPR เด็ก สามารถทำได้อย่างไร

การทำ CPR เด็ก สามารถทำได้อย่างไร

การทำ CPR เด็ก สามารถทำได้อย่างไร การปั๊มหัวใจเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เอง ก่อนที่จะนำลูกส่งถึงมือคุณหมอ แต่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กยังมีร่างกายที่เล็กและบอบบาง วิธีการปั๊มหัวใจ จึงต้องมีความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง โดยสามารถเรียนรู้วิธีการปฏิบัติได้ดังนี้

การทำ CPR เด็กทารก

การปั๊มหัวใจเด็ก( ทำ CPR ) อายุต่ำกว่า 1 ปี

  • ประเมินสถานการณ์ ดูความปลอดภัยโดยรอบของเด็กทารกที่หมดสติ ก่อนการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
  • ปลุกเรียกเด็ก เป็นการตรวจสอบว่าเด็กทารก หมดสติ และไม่หายใจ โดยใช้มือตบที่ฝ่าเท้า แรงๆ พร้อมกับเรียกเด็ก จับแขนและขา ยกแล้วปล่อย เพื่อดูการตอบสนอง และสังเกตที่สีหน้า ถ้าไม่มีการหายใจหน้าจะซีดเขียว และสังเกตบริเวณท้อง ถ้าไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลง แสดงว่าเด็กไม่หายใจแล้ว
  • การปั๊มหัวใจเด็ก ทำ CPRเด็ก โดย ใช้สันมือวางเหนือคิ้ว และใช้สองนิ้วของมืออีกข้างหนึ่ง จะเป็นนิ้วชี้กับนิ้วกลาง หรือ นิ้วกลางกับนิ้งนางก็ได้ กดลงไปที่กึ่งกลางระหว่างราวนมทั้งสองข้าง กดลงไป 30 ครั้ง กดให้ลึกประมาณ 1/3 ของความหนาของทรวงอกของเด็ก อัตราความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที
  • หลังจากที่กดหน้าอกครบ 30ครั้งแล้วจากนั้นทำการเป่าปากจำนวน 2 ครั้ง โดยใช้นิ้วมือ เชยคางเด็กขึ้น และทำการเป่าปากโดยเอาปากครอบปากและจมูกของเด็กทารกไว้ และเป่าจำนวน 2 ครั้ง และสลับกลับมากดหน้าอกอีก 30ครั้ง สลับกันไปเรื่อยๆจนครบ 5 รอบ
  • หลังจากทำสลับกันไปจนครบ 5 รอบแล้ว ให้ทำการโทรแจ้ง 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ แจ้งสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน จำนวนผู้บาดเจ็บ และชื่อพร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์ของผู้แจ้งเหตุ
  • หลังจากโทรแจ้งเหตุแล้ว ให้ทำการ กดหน้าอกสลับกับเป่าปากต่อ อีก 5 รอบ แล้วทำการประเมินอาการ โดยสังเกตที่สีหน้า หน้าอกและหน้าท้อง หากยังไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลง ให้ทำการกดหน้าอกสลับกับเป่าปาก ต่อไปอีกจน
    • เมื่อเด็กทารกฟื้น
    • เมื่อบุคลากรทางการแพทย์มาถึง และส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันที

การปั้มหัวใจเด็กทารก

 


การช่วยเหลือเด็ก จากการสำลักของเด็กทารก อายุต่ำกว่า 1 ปี

 

การช่วยเหลือเด็กสำลัก

 

  • ให้อุ้มเด็กไว้ในแขน แล้วใช้มือด้านที่อยู่ปลายเท้าของเด็ก เอามาวางไว้ใต้คาง แล้วจับเด็กพลิกนอนคว่ำบนแขนข้างดังกล่าว โดยให้ศีรษะของเด็กอยู่ต่ำกว่าลำตัว ให้เอาแขนและลำตัวของผู้ช่วยเหลือหนีบที่ขาของเด็กไว้
  • ใช้นิ้วมือข้างที่จับคางเด็กอยู่ ดันคางเด็กไว้ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ และใช้ส้นมืออีกข้างที่เหลือ ตบที่กึ่งกลางสบักหลังแรงๆ เป็นจำนวน 5 ครั้ง
  • หลังจากนั้นให้ใช้มือดังกล่าว จับที่ศีรษะด้านหลังของเด็กและพลิกนานหงาย ให้อยู่ในลักษณะศีรษะต่ำกว่าลำตัวเหมือนเดิม และดูสิ่งอุดกลั้นที่อยู่ในปาก ว่าออกมาหรือยัง
  • ถ้าสิ่งอุดกลั้นยังไม่ออก ให้ใช้ สองนิ้วของมืออีกข้าง นิ้วชี้กับนิ้วกลาง กดลงที่บริเวณหน้าอก กึ่งกลางระกว่างราวนมทั้งสองข้าง จำนวน 5 ครั้ง สลับกับ การตบที่สบักหลังแรงๆ 5 ครั้ง ทำไปเรื่อยๆ เมื่อพบสิ่งที่อุดกลั้นในช่องปากแล้ว ให้ใช้นิ้วก้อยเขี่ยสิ่งที่อุดกลั้นออก

เขี่ยสิ่งอุดตันช่องปาก


การทำ CPR ที่ถูกวิธี

การทำ CPR หรือ การปั๊มหัวใจ คือวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ช่วยคืนชีวิตแก่ผู้ประสบเหตุ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และอาจมีบางสถานการณ์ที่เราต้องพบเห็นผู้ประสบเหตุหมดสติ หัวใจหยุดเต้น เช่น คนจมน้ำ คนถูกไฟดูด หรือผู้ประสบเหตุที่หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะจากสาเหตุอื่น ๆ ดังนั้นหากเรามีโอกาสและความรู้พอที่จะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์หรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวได้

Cardiopulmonary Resuscitation หรือ CPR คือ การปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ และมีการไหลเวียนออกซิเจนรวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้งป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร เราสามารถทำการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ประสบเหตุได้ โดยการกดหน้าอกและช่วยหายใจ

การทำ CPR

หลักในการช่วยฟื้นคืนขั้นพื้นฐาน มีดังนี้

  • ทำการประเมินผู้ป่วยว่ายังรู้สึกตัวอยู่หรือไม่ หากไม่มีสติ โทรแจ้งขอความช่วยเหลือ 1669
  • ทำการกดหน้าอก ด้วยวิธีที่ถูกต้องและทันท่วงที(ทำ CPR)
  • ทำการช็อกไฟฟ้าหัวใจ ด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ(AED) ภายใน 3-5 นาที
  • การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลภายหลังการช่วยฟื้นคืนชีพ

แนวทางการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ

ลำดับขั้นตอนในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน เรียงลำดับเป็น C-A-B (Chest compression-Airway-Breathing)  โดยวิธีปฏิบัติคือ

กดหน้าอก (C) 30 ครั้ง >> เปิดทางเดินหายใจ (A) >> ช่วยหายใจ (B) 2 ครั้ง = 30 : 2

ทั้งนี้ให้ทำ CPR ไปจนกว่ากู้ชีพจะมาถึง หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัว วิธีปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนดังนี้

C : Chest compression คือการกดหน้าอก ปั๊มหัวใจช่วยให้ผู้บาดเจ็บมีการไหลเวียนของเลือดในร่างกายอีก หลักในการปั๊มหัวใจ คือ ต้องกดให้กระดูกหน้าอก ลงไปชิดกับกระดูกสันหลังหัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอันถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมีขั้นตอนในการปั๊มหัวใจตามนี้

การปั๊มหัวใจ

1. ให้ผู้บาดเจ็บนอนราบกับพื้นแข็ง ๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้บาดเจ็บ ผู้ปฐมพยาบาลคุกเข่าลงข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกผู้บาดเจ็บ คลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำเพื่อหากระดูกอก แต่หากคุกเข่าข้างซ้ายให้ใช้มือซ้ายคลำ)

2. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องในการปั๊มหัวใจต่อไป หากไม่แน่ใจว่าตำแหน่งกระดูกซี่โครงอยู่ตรงไหน ง่ายที่สุดก็คือ ให้วางส้นมือ (ข้างที่ไม่ถนัด) ตรงกลางหน้าอก ระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง

3. วางมืออีกข้าง (ควรเป็นมือข้างที่ถนัด) ทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้อง แล้วเหยียดนิ้วมือตรง จากนั้นเกี่ยวนิ้วมือทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน เหยียดแขนตรง โน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้บาดเจ็บ ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนขณะกดหน้าอกผู้บาดเจ็บ กดให้ลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) สำหรับผู้ใหญ่

แต่หากเป็นเด็กให้กดลงอย่างน้อย 1/3 ของความลึกทรวงอก (ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร) ส่วนในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อน การปั๊มหัวใจให้ใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที โดยใช้นิ้วมือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด

4. เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่ และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการ ให้ใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กด ดังนี้…หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า…โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลข และปล่อยตอนคำว่า “และ” สลับกันไป ให้ได้อัตราการกดอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล)

เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นโดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนไปจากจุดที่กำหนด และก่อนการกดหน้าอกครั้งต่อไปต้องทำการกดทันทีที่หน้าอกคืนตัวกลับจนสุด ขณะกดหน้าอกปั๊มหัวใจ ห้ามใช้นิ้วมือกดลงบนกระดูกซี่โครงผู้บาดเจ็บ

5. ควรกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการผายปอด 2 ครั้ง และควรมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน เพราะพบว่า ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเหนื่อยและประสิทธิภาพในการกดหน้าอกลดลงหลังจากทำไปประมาณ 1 นาที ดังนั้นในกรณีมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน ให้เปลี่ยนบทบาทผู้ทำการกดหน้าอกทุก ๆ 2 นาที หรือกดหน้าอกสลับการช่วยหายใจครบ 5 รอบ (30:2) และทำต่อเนื่องไปจนกระทั่งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจมาถึง และพร้อมใช้งาน หรือมีบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาดูแลผู้ป่วย

ข้อควรระวัง

  • ต้องวางมือให้ อยู่ตรงกลางหน้าอก ไม่ค่อนไปทางซ้าย หรือใกล้หัวใจ เพราะอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักได้
  • ต้องกดหน้าอกให้เร็วและแรง(แต่อย่ากระแทก) ด้วยอัตราความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที
  • กดลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร สำหรับผู้ใหญ่
  • หลังการกดแต่ละครั้งต้องปล่อยให้อกคืนตัวจนสุด เพื่อให้หัวใจรับเลือดสำหรับสูบฉีดครั้งต่อไป หากไม่ปล่อยให้หน้าอกคืนตัวจนสุด จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง
  • กดหน้าอกให้ต่อเนื่องให้ได้มากที่สุด โดยสามารถหยุดการกดหน้าอกได้ไม่เกิน 10 วินาที (ในกรณีคลำหาชีพจร, มีการช็อกไฟฟ้าหัวใจ, ต้องการหยุดเพื่อใส่อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจขั้นสูง) (ในกรณีที่ใส่ในขณะกดหน้าอกไม่ได้)
  • ไม่ควรใช้วิธีช่วยหายใจมากเกินไป
  • บุคคลทั่วไปที่ไม่เคยเข้ารับการอบรมการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานมาก่อน ควรทำการกดหน้าอกแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องช่วยหายใจ เนื่องจากในช่วงแรกที่ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ระดับออกซิเจนในกระแสเลือดยังเพียงพออยู่อีกระยะหนึ่ง เน้นให้กดหน้าอกที่แรงและเร็ว ทำไปเรื่อยๆจน เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจมาถึงและพร้อมใช้งาน หรือมีบุคลากรทางการแพทย์มาดูแลผู้ป่วย

A : Airway คือ การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ผู้บาดเจ็บที่หมดสติจะมีภาวะโคนลิ้นและกล่องเสียงตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบน จึงต้องเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยพิจารณาจาก

เปิดช่องทางเดินหายใจ

  • หากผู้ป่วยไม่มีการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือคอ ให้ใช้การแหงนหน้าและเชยคางขึ้น
  • หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บของไขสันหลัง ให้ใช้วิธี Manual Spinal Motion Restriction โดยการวางมือสองข้างบริเวณด้านข้างของศีรษะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของศีรษะ
  • หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังบริเวณคอให้เปิดทางเดินหายใจด้วยวิธียกขากรรไกร คือ ดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปด้านบน โดยผู้ช่วยเหลือจะอยู่เหนือศีรษะของผู้ป่วย

B : Breathing คือ การช่วยหายใจ ด้วยการรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นเนื่องจากการขาดอากาศ เช่น จมน้ำ ต้องรีบกดหน้าอกและช่วยหายใจ 5 รอบ หรือ 2 นาทีก่อน แล้วจึงร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ป่วยกำลังมีระดับออกซิเจนที่ตำกว่าปกติ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17% ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย

ทั้งนี้ ในการช่วยหายใจ ได้กำหนดข้อปฏิบัติให้เริ่มจากการกดหน้าอก (C) ไปก่อน 30 ครั้ง แล้วจึงสลับกับการช่วยหายใจ (B) 2 ครั้ง ตามสูตร 30:2  โดย

การช่วยหายใจ

 

  • ช่วยหายใจมากกว่า 1 วินาทีในแต่ละครั้ง
  • ให้ปริมาตรเพียงพอที่เห็นหน้าอกเคลื่อนไหว แต่ไม่ควรช่วยหายใจมากเกินไป เพราะเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร และยังทำให้แรงดันภายในทรวงอกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เลือดที่กลับไปเลี้ยงหัวใจลดลง
  • ใช้อัตราการกดหน้าอก 30 ครั้งต่อการช่วยหายใจ 2 ครั้ง (30:2)
  • เมื่อมีการใส่ท่อช่วยหายใจขั้นสูงแล้ว ให้ช่วยหายใจ 1 ครั้ง ทุก 6-8 วินาที (8-10 ครั้งต่อนาที) โดยที่ไม่ต้องหยุดขณะที่ทำการกดหน้าอก

 

การทำ CPR ผู้ใหญ่

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *