การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัด เมื่อถูกงูกัด ให้สังเกตว่า งูที่กัดนั้นมีพิษหรือไม่ โดยสังเกตที่รอยเขี้ยว ถ้ามีลักษณะ ฟันเรียงกัน แสดงว่าเป็นงูไม่มีพิษ ถ้าลักษณะเขี้ยวเป็นสองเขี้ยวมองเห็นได้ชัดเจน และบริเวณรอบๆรอยเขี้ยวจะมีสีคล้ำ แสดงว่า เป็นงูที่มีพิษ

พิษของงูที่ส่งผลต่อร่างกายแบ่งคร่าวๆได้ 3 แบบดังนี้

 

งูเขียวหางไหม้

 

  • พิษงูที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น งูเขียวห้างไหม้ งูแมวเซา งูกะปะ อาการคือ ปวดแผลมาก และมีเลือดซึมออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น อาเจียน ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด เกิดจากระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว และตายในที่สุด

 

งูทับสมิงคลา

 

  • พิษงูที่ทำให้เกิดอัมพาตยับยั้งการทำงานของระบบปราสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา อาการ เริ่มจากแขนขาไม่มีแรง ลิ้นเกร็ง พูดจาอ้อแอ้ ตามัว น้ำลายฟูมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืนเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด
  • พิษงูที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้ออย่างรุนแรง เช่น งูทะเล

สิ่งที่ควรระวังใน การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัด คือไม่ว่าจะโดนงูชนิดใดกัด ให้พยามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันหัวใจเต้นเร็ว ป้องกันไม่ให้พิษงูสูบฉีดเข้าสู่หัวใจได้เร็วขึ้น

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด ทำได้ดังนี้

 

รอยเขี้ยวงูมีพิษ

 

  • ให้ผู้ที่ถูกงูกัดนอนลง จัดให้มือหรือเท้าที่ถูกกัดอยู่ระดับเดียวหรือต่ำกว่าระดับหัวใจ ทำการปลอบใจไม่ให้ตื่นตกใจ และพยายามให้ผู้ที่ถูกงูกัดอยู่นิ่งๆ หรือให้เคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด
  • ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด และน้ำสบู่ ไม่ควรใช้ยาสีฟัน หรือสมุนไพรใดๆ ทาบริเวณแผล
  • บีบเลือดออกจากแผลให้มากที่สุด โดยห้ามใช้ปากดูดบริเวณปากแผล และห้ามใช้ของมีคมเปิดบาดแผล
  • รัดบริเวณใต้และเหนือแผล ห่างจากแผล ประมาณ 3 นิ้วมือ บริเวณเหนือบาดแผล ไม่ควรรัดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือด และเน่าตายได้ ควรคลายความแน่นพอสอดนิ้วได้ 1 นิ้ว การรัดเหนือแผลเพื่อให้อวัยวะนั้นอยู่นิ่ง ไม่ได้เป็นการรัดเพื่อห้ามพิษวิ่งเข้าสู่หัวใจแต่อย่างใด
  • ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือด โดยการกดบริเวณแผลโดยตรง ใช้แอลกอฮอล์หรือเบตาดีนทาแผล เพื่อทำลายเชื้อโรค
  • ให้รับประทานยาแก้ปวด หากรู้สึกปวดแผล แต่ห้ามใช้ยาระงับประสาท
  • ให้รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และให้ระลึกอยู่เสมอว่า งูทุกตัวที่กัดเป็นงูมีพิษ

การรักษาแผลงูกัด

ฉีดเซรุ่มแก้พิษ หากทราบชนิดของงูที่กัด และเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการฉีดเซรุ่มแก้พิษงูให้ หากผู้ป่วยเกิดอาการแพ้เซรุ่ม แพทย์จะให้อะดรีนาลีนสำหรับรักษาภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยอาจจะเกิดอาการป่วยอื่น ๆ ภายใน 5-10 วัน โดยจะมีไข้ ปวดข้อต่อ ระคายเคือง ต่อมน้ำเหลืองบวม และเมื่อยล้า

สำหรับผู้ที่ไม่ทราบชนิดของงูที่กัด จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อสังเกตอาการ เพื่อหาว่าโดนงูชนิดใดกัด เนื่องจากเซรุ่มแก้พิษงูจะใช้รักษาตามชนิดของงูที่กัด โดยแพทย์จะนัดตรวจสำหรับติดตามอาการ  บางคนอาจต้องนอนพักที่โรงพยาล เนื่องจากอาการอาจรุนแรงจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ

การดูแลแผลงูกัด

 

ปฐมพยาบาลงูกัด

 

ดูแลแผลงูกัด แพทย์จะถอนเขี้ยวงูที่ฝังอยู่ออกมา ทำความสะอาดแผล ให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล รวมทั้งให้ยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดแผล อาจต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติการรักษาและความรุนแรงของบาดแผล หากเคยได้รับวัคซีนครบจำนวนเป็นเวลามากกว่า 10 ปี หรือได้รับวัคซีนเป็นเวลามากกว่า 5 ปี และบาดแผลสกปรกมาก ควรรับวัคซีนบาดทะยักอีกครั้ง

อาจจะต้องมีการผ่าตัด ในกรณีที่ภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูงขึ้น โดยศัลยแพทย์จะผ่าตัดผิวหนังบริเวณที่เกิดความดันในช่องกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาแรงดันและอาการบวมที่แขนและขาของผู้ป่วย หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยต้องพักฟื้นร่างกาย ซึ่งใช้เวลาแตกต่างกันไปตามชนิดงูที่กัด ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่มักใช้เวลาพักฟื้น 3 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนเด็กใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการบวมและปวดแผลระหว่างพักฟื้นร่างกาย จึงต้องรับประทานยาแก้ปวดและเคลื่อนไหวแขนและขาอยู่เสมอ เพื่อระงับอาการดังกล่าว

 

ภาวะแทรกซ้อนจากงูกัด

ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัดเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยจะปรากฏอาการตั้งแต่ระดับอ่อนจนถึงขั้นรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนจากงูมีพิษกัด มีดังนี้

  • ปวดและบวมบริเวณที่ถูกกัด
  • มองเห็นผิดปกติ พิษงูจะทำลายเส้นประสาทบริเวณหนังตา ทำให้หนังตาตกและการมองเห็นผิดปกติไปจากเดิม
  • ภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูง บริเวณที่ถูกงูกัดจะบวมขึ้นอย่างรุนแรง จะทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดได้ ทำให้กล้ามเนื้อตาย
  • แผลติดเชื้อ
  • สูญเสียแขนและขา
  • ประสบภาวะเนื้อตายเน่า
  • ติดเชื้อในกระแสเลือด
  • เลือดออกภายในร่างกาย
  • หัวใจถูกทำลาย
  • หายใจไม่สะดวก
  • ไตวาย โดยงูบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ เช่น งูแมวเซา เป็นต้น
  • เสียชีวิต

ลักษณะอาการเมื่อโดนงูไม่มีพิษกัด

 

รอยฟันงูไม่มีพิษ

 

ถ้าหากโดนงูไม่มีพิษกัด ลักษณะคือ จะเป็นแค่รอยถลอกหรือรอยถากเท่านั้น จะไม่พบรอยเขี้ยว
งูไม่มีพิษ เช่น งูก้นขบ งูแสงอาทิตย์ งูปี่แก้ว งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูงอด งูเหลือม และงูหลาม อย่างไรก็ดี ผู้ที่ถูกงูไม่มีพิษกัดควรเข้ารับการรักษาทันที วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถทำได้เหมือนการดดนแผลถลอกทั่วไป

วิธีปฐมพยาบาลงูไม่มีพิษกัด

  • ทำการห้ามเลือด โดยใช้ผ้าหรือมือกดไว้
  • ล้างแผลด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ทายาล้างแผลสด เบตาดีน
  • ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาเพิ่มเติม บางรายอาจจะต้องมีการ ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

การป้องกันงูกัด

ผู้ที่ถูกงูกัด ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่มีพิษ ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ อันเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ทั้งนี้ การป้องกันงูกัดทำได้ ดังนี้

  • เลี่ยงบริเวณที่อับ มืด หรือรก ซึ่งอาจมีงูหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายซ่อนตัวอยู่
  • ควรสวมรองเท้าและเสื้อผ้าที่มิดชิดรัดกุมในกรณีที่ต้องเข้าไปในบริเวณที่รกครึ้ม
  • ห้ามจับหรือแหย่งู ไม่ว่าจะเป็นงูที่มีหรือไม่มีพิษ
  • ไม่ควรทำให้งูตกใจ เนื่องจากอาจทำให้งูกัดได้
  • ไม่ล้วงมือลงไปในรูหรือช่องที่มองไม่เห็นข้างใน หากต้องหยิบของที่ตกลงไป ควรหาไม้ยาว ๆ เขี่ยออกมาแทน
  • ควรยืนนิ่ง ๆ เมื่อเจองูในระยะใกล้ เนื่องจากงูจะฉกและกัดหากเคลื่อนไหว
  • ควรพกอุปกรณ์ทำแผลหรือยาต่าง ๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดกรด หรือยาหม่อง รวมทั้งศึกษาข้อมูลติดต่อรถพยาบาลฉุกเฉินหากต้องเดินทางไปเที่ยวในที่ที่เสี่ยงเจองูชุกชุม

 

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัดหรือต้องการเรียนรู้ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเจ็บป่วยอื่นท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ด้วยการฝึกอบรมหลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้ได้ความรู้ด้านทฤษฎีเพิ่มเติม และได้การฝึกปฏิบัติจริงด้วย

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *